คลังยาและเวชภัณฑ์มีลักษณะต่างจากคลังวัสดุทั่วไปสองข้อ คือของมีวันหมดอายุ และของขาดมือส่งผลต่อการรักษาผู้ป่วยโดยตรง ระบบคลังที่นับเพียงจำนวนคงเหลือรวมจึงไม่เพียงพอ
ควบคุมระดับล็อต ไม่ใช่ระดับรายการ
ถ้าระบบเก็บเพียงว่า “ยา ก. คงเหลือ 500 เม็ด” จะไม่มีทางรู้ว่าใน 500 เม็ดนั้นมีกี่เม็ดที่จะหมดอายุเดือนหน้า การบันทึกล็อตผลิตและวันหมดอายุตั้งแต่ตอนตรวจรับ ทำให้ระบบเตือนล่วงหน้าได้และจ่ายของที่ใกล้หมดอายุออกไปก่อน
| ข้อมูล | เหตุผลที่ต้องมี |
|---|---|
| เลขที่ล็อตผลิต | ใช้ตามกลับได้เมื่อมีการเรียกคืนสินค้า |
| วันหมดอายุ | ใช้เตือนล่วงหน้าและจัดลำดับการจ่าย |
| ขนาดบรรจุ | แปลงหน่วยใหญ่เป็นหน่วยย่อยให้ตรงกับการเบิก |
| ราคาต่อหน่วยครั้งนี้ | ใช้คำนวณมูลค่าคงคลังตามจริง |
| คลังปลายทาง | ระบุว่าของเข้าคลังใด ป้องกันยอดข้ามคลัง |
ตั้งจุดสั่งซื้อจากการใช้จริง
จุดสั่งซื้อที่ตั้งครั้งเดียวแล้วไม่เคยทบทวน จะกลายเป็นตัวเลขที่ไม่มีความหมายภายในหนึ่งปี วิธีที่ใช้ได้คือคำนวณจากอัตราการใช้เฉลี่ยต่อวันคูณด้วยระยะเวลารอของ แล้วบวกสต๊อกกันชนสำหรับความไม่แน่นอน
- อัตราการใช้เฉลี่ยต่อวัน คำนวณจากการเบิกจริงย้อนหลัง 3–6 เดือน
- ระยะเวลารอของ นับจากวันขอซื้อจนของเข้าคลังจริง ไม่ใช่ตามสัญญา
- สต๊อกกันชน ตั้งสูงขึ้นสำหรับรายการที่ขาดแล้วกระทบผู้ป่วย
- ทบทวนตัวเลขทั้งสามอย่างน้อยปีละสองครั้ง
ตัวชี้วัดที่ควรติดตามทุกเดือน
| ตัวชี้วัด | ความหมาย | สัญญาณอันตราย |
|---|---|---|
| มูลค่าของหมดอายุ | มูลค่าที่ต้องตัดจำหน่ายในเดือนนั้น | เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 3 เดือน |
| จำนวนครั้งของขาดมือ | จำนวนครั้งที่เบิกแล้วไม่มีของ | เกิดกับรายการเดิมซ้ำ |
| อัตราหมุนเวียนคลัง | ของหมุนกี่รอบต่อปี | ต่ำผิดปกติ = สต๊อกค้างมาก |
| สัดส่วนของใกล้หมดอายุ | มูลค่าของที่เหลืออายุน้อยกว่า 6 เดือน | เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าคลัง |
เช็กลิสต์ตรวจสุขภาพคลังยาประจำไตรมาส
- สุ่มนับของจริงเทียบกับยอดในระบบอย่างน้อย 20 รายการ
- ตรวจรายการที่จะหมดอายุภายใน 6 เดือน และวางแผนใช้หรือโอนย้าย
- ทบทวนจุดสั่งซื้อของรายการที่เคยขาดมือ
- ตรวจว่าทุกล็อตที่รับเข้ามีวันหมดอายุครบถ้วน
- ตรวจสิทธิ์ผู้ที่แก้ไขยอดคงคลังได้ ว่ายังตรงกับผู้ปฏิบัติงานจริง